ความมุ่งมั่นของเรา

บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในฐานะหัวใจสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการดำเนินธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกฎหมาย รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ความเสี่ยงเหล่านี้หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน การเติบโต และชื่อเสียงของบริษัท

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนดังกล่าว คณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทได้กำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการวางแผนกลยุทธ์ในระยะสั้นและระยะยาว การบริหารความเสี่ยงของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การระบุและประเมินความเสี่ยง การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการควบคุมหรือป้องกันความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยภายในองค์กร เช่น การจัดการทรัพยากรบุคคล ระบบงาน และกระบวนการภายใน ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในอุตสาหกรรม และกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ บริษัทได้ส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมีความเข้าใจในบทบาทของการบริหารความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการดำเนินการป้องกันความเสี่ยงในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ โดยได้จัดให้มีการอบรม การให้คำปรึกษา และการสื่อสารที่เปิดเผยเพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความเสี่ยงและแนวทางการจัดการที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเสริมศักยภาพในการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงในทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารความเสี่ยงที่มีคุณภาพยังช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ว่าบริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและสามารถจัดการกับปัจจัยความไม่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่นและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด

ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จึงยึดมั่นในการบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสีย และเพื่อให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ส่งเสริมความยั่งยืนระดับโลกผ่านการสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

SDGs 8
SDGs 12
SDGs 16
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
พนักงาน
พนักงาน
ลูกค้าและผู้บริโภค
ลูกค้าและผู้บริโภค
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
พันธมิตรและคู่ค้า
พันธมิตรและคู่ค้า
ชุมชนและสังคม
ชุมชนและสังคม
หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล

แนวทางการบริหารจัดการ

แนวทางการบริหารจัดการ บริษัทให้ความสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยบริษัทดำเนินนโยบายตามกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยง ทั่วทั้งองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ตามมาตรฐานสากล Committee of Sponsoring Organizations of Treadway Commission (COSO) โดยมีการประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทุกปีและเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจเติบโตอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน

บริษัทได้ใช้นโยบายการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Management Policy) และนโยบายการลงทุน (Corporate Investment Policy) ในการวางแผนเชิงรุกสำหรับสภาวะวิกฤตอันจะเกิดขึ้นได้เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักทางธุรกิจ โดยมีการวิเคราะห์และพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงใน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หรือ ESG ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจ และการลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนภายใต้โครงสร้างและกรอบนโยบายความเสี่ยงที่บริษัทกำหนดซึ่งเชื่อมโยงกับการควบคุมและการตรวจสอบภายในขององค์กรอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรตามความเสี่ยงปกติและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีโอกาสที่จะกระทบต่อเป้าหมายของธุรกิจบริษัทที่อาจทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบเดิม ๆ รวมถึงบริษัทมุ่งมั่นบริหารจัดการความเสี่ยงโดยให้พนักงานมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เฝ้าระวัง ผลกระทบอันอาจจะเกิดจากความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ นำผลที่ได้จากการประเมินและบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์เป้าหมายและแผนพัฒนาธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยง

บริษัทได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงองค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจให้บรรลุตามกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่วางไว้ ตลอดจนสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางและกรอบการดำเนินงานสำหรับทุกหน่วยงานของบริษัทและบริษัทย่อย

โครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยง
  • คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม กำกับดูแลบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบที่รุนแรงต่อบริษัท
  • คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นอิสระ สอบทานระบบควบคุมภายใน สื่อสารกับคณะกรรมการบริหาร และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับความเสี่ยง
  • คณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่พิจารณาความเห็นชอบนโยบายการบริหารความเสี่ยง ติดตามการพัฒนา กระบวนการ และประเมินความเสี่ยง รวมถึงสื่อสาร ประสานงานกับคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับความเสี่ยงที่สำคัญ
  • ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีหน้าที่จัดทำ ทบทวน ระเบียบเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีแผนจัดการความเสี่ยงที่เพียงพอเหมาะสม
  • เจ้าหน้าที่บริหารกฎหมาย / หน่วยงานกำกับ มีหน้าที่ จัดให้มีกรอบ แผนงาน กระบวนการในการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงาน เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติ และสนับสนุน ติดตามการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในความรับผิดชอบ
  • ผู้ตรวจสอบภายใน มีหน้าที่สอบทานระบบควบคุมภายใน การปฏิบัติงานการบริหารความเสี่ยง
  • หัวหน้างานและพนักงาน มีหน้าที่ระบุ วัด ควบคุม ติดตาม รายงานความเสี่ยง และร่วมจัดทำแผนความเสี่ยงทำไปปฏิบัติ
โครงสร้างและความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง

ผู้บริหารและพนักงานทุกคนของกลุ่มบริษัท เป็นเจ้าของความเสี่ยง โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันในการระบุและประเมินความเสี่ยงภายในหน่วนงานของตนเองที่รับผิดชอบ รวมทั้ง การกำหนดมารการที่เหมาะสมเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง และบริษัทจะบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) หรือจะเบี่ยงเบนไปไม่เกินในระดับที่บริษัทยอมรับได้ (Risk Tolerances) ซึ่งการที่จะสร้างแนวคิดให้กับผู้บริหารและพนักงานในการคำนึงถึงความเสี่ยงบริษัทจะต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Culture) เพื่อสร้างความเข้าใจถึงจิตสำนึก และความรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องของความเสี่ยง

กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง

บริษัทดำเนินการประเมินและติดตามประเด็นความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในทุกมิติ กระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทถูกออกแบบให้มีความเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อให้สามารถระบุ วิเคราะห์ และจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ทั้งนี้ บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายขององค์กร พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว ประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดกลยุทธ์และวัตถุประสงค์

กำหนดกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงกำหนดกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ หรือวัตถุประสงค์ของงานที่ทำให้ชัดเจนสอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย กลยุทธ์และความเสี่ยงที่ยอมรับได้

2. ระบุความเสี่ยง

ผู้รับผิดชอบหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานพึงทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงและระบุความเสี่ยงที่ อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยทั้งภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์ทั้งที่เป็นผลดีและผลเสียต่อการบรรลุ วัตถุประสงค์

3. ประเมินความรุนแรงของความเสี่ยง

ผู้รับผิดชอบหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานพึงประเมินความเสี่ยงจากความถี่หรือความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) และความรุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์ (Impact) ที่อาจจะเกิดขึ้น

4. จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง

ผู้รับผิดชอบหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานควรจัดลำดับความสำคัญและความรีบด่วนในการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและมีความสำคัญต่อการดำเนินตามกลยุทธ์ และวัตถุประสงค์ ควรต้องได้รับการบริหาร จัดการความเสี่ยงเป็นลำดับแรกและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและมีความสำคัญลำดับรองควรได้รับการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นลำดับต่อไป

5. ดำเนินการตอบสนองความเสี่ยง

ผู้รับผิดชอบหน่วยงานรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงพิจารณาวิธีการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ การตอบสนองความเสี่ยงอาจเลือกวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายวิธีรวมกัน เพื่อลดระดับความถี่หรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ และความรุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์

6. พัฒนาข้อมูลการบริหารความเสี่ยง

ผู้รับผิดชอบหน่วยงาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงพัฒนาการบริหารความเสี่ยง โดยบูรณาการปัจจัยเสี่ยงความเสี่ยง และความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการบริหารความเสี่ยงร่วมกัน

7. สอบทานและแก้ไขปรับปรุง

ผู้รับผิดชอบหน่วยงานรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงจัดให้มีการติดตามความเสี่ยงและสอบทานผลการบริหารความเสี่ยงและแก้ไขปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงได้นำไปประยุกต์ใช้ในทุกระดับของบริษัทอย่างเหมาะสม และความเสี่ยงที่มีผลกระทบที่สำคัญต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทได้รับการรายงานต่อผู้รับผิดชอบ

8. ติดตามและประเมินผล

ผู้รับผิดชอบหน่วยงานรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงจัดให้มีการติดตามและทบทวนการบริหารความเสี่ยง สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงร่วมกันและรายงานการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการให้สอดคล้องตามหลักการกำกับดูแลกิจการแนวปฏิบัติที่ดีรวมทั้งกฎระเบียบ ข้อกำหนดของทางการ และหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล เพื่อให้นโยบายการบริหารความเสี่ยงเป็นปัจจุบัน เหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลง บริษัทจึงกำหนดให้มีการทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ

แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ “Business Continuity Plan (BCP)” เพื่อให้ฝ่ายงานต่างๆ ในบริษัทสามารถนำไปใช้ในการตอบสนองและปฏิบัติงานในภาวะวิกฤติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ทั้งที่เกิดจากภัย ธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือการมุ่งร้ายต่อองค์กร โดยไม่ให้ภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวนั้นส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากองค์กรไม่มีกระบวนการรองรับในระหว่างที่องค์กรเกิดภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน อาจส่งผลกระทบต่อหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านการให้บริการ ด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ไปตลอดจนชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เป็นต้น

ดังนั้น การจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด และทำให้กระบวนการที่สำคัญ (Critical Business Process) สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติ หรือตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานได้

เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าว ให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยง จัดลำดับประเด็นความเสี่ยง และวางแผนการจัดการอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีการปรับใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในเหตุการณ์สมมติ เพื่อนำผลที่ได้จากการซ้อมไปปรับปรุงและทบทวนแผน ตลอดจนตรวจสอบความสามารถของบุคลากรและประสิทธิภาพของแผนในการตอบสนองต่อภาวะวิกฤติ

โดยมีกระบวนการบริหารจัดการดังนี้
  • 1
    ประเมินผลกระทบที่ได้รับจากภาวะวิกฤต : เพื่อเตรียมแผนการล่วงหน้าและพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง
  • 2
    จัดตั้งทีมงานบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ : เพื่อให้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ของบริษัทสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้รับผิดชอบการดำเนินที่ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของการแก้ไขสถานการณ์
  • 3
    วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ : มีการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบในเชิงคุณภาพและจัดกระบวนการทำงานที่ต้องเร่งให้ความสำคัญ เพื่อให้บริษัทได้รับการฟื้นฟู หรือคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด
  • 4
    กระบวนการแจ้งเหตุฉุกเฉิน Call Tree : การแจ้งเหตุฉุกเฉินแก่สมาชิกของทีมงานแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP Team) ให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกแต่ละชุดจัดเตรียมแผนรับมือต่อภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ข้อมูลพื้นฐานของเหตุการณ์ที่รับทราบร่วมกัน ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน
  • 5
    แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและฟื้นฟูสถานการณ์ : ดำเนินการฟื้นฟูสถานการณ์ให้ได้รับการฟื้นฟู หรือคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด
  • 6
    การทบทวนและปรับปรุงแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ : กำหนดให้ฝ่ายจัดการปรับปรุงข้อมูลใน “แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan : BCP)” ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันเป็นประจำ ทุกปี
การจัดการภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ “Business Continuity Plan (BCP)” ใช้รับรองสถานการณ์กรณีเกิดภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่สำนักงานหรือภายในหน่วยงาน ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าและพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้พิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

เหตุการณ์อุทกภัย
เหตุการณ์อุทกภัย
เหตุการณ์อัคคีภัย
เหตุการณ์อัคคีภัย
เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ
เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ
เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง / จลาจล
เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง / จลาจล
เหตุการณ์ก่อการร้าย
เหตุการณ์ก่อการร้าย
เหตุการณ์โรคระบาด / โรคติดต่อรุนแรง
เหตุการณ์โรคระบาด / โรคติดต่อรุนแรง
การบริหารจัดการกระบวนการหลักของธุรกิจ (Key Business Functions)

เพื่อเป็นการรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการกระบวนการหลักของธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมืออาชีพ รวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้

1. ระบบการจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน (POS)

ระบบการจำหน่ายสินค้าคือกระบวนการที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำหรับการรับชำระค่าสินค้า

  1. 1.1 จัดอบรมพนักงานในกระบวนการจำหน่ายและรับชำระสินค้าด้วยระบบ Manual ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้งานระบบการจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน (POS) ได้
  2. 1.2 สำรองข้อมูลการขายจากระบบการจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน (POS) ไว้ในเซิร์ฟเวอร์สำรอง
  3. 1.3 จัดทำแบบฟอร์มสรุปรายการจำหน่ายสินค้าประจำวันในรูปแบบไฟล์ Excel เพื่อควบคุมและเก็บรวบรวมข้อมูลการจำหน่ายสินค้าให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างเป็นระบบ
2. ระบบการบริหารสินค้าคงคลัง

ซึ่งประกอบไปด้วยกระบวนการวางแผนสินค้า กระบวนการจัดซื้อ กระบวนการคลังสินค้าและกระบวนการขนส่งสินค้า

  1. 2.1 ฝ่ายขายและฝ่าย Product จะต้องดำเนินการวางแผนการปริมาณการความต้องการสินค้าประจำสัปดาห์ (forecast) และเบิกจ่ายสินค้าในปริมาณ minimum stock & maximum stock ตามที่บริษัทกำหนด เพื่อให้สินค้ามีพร้อมจำหน่ายสม่ำเสมอ สำรองในกรณีที่ไม่บริษัทสามารถรับสินค้าจากคลังสินค้าได้ชั่วคราวจากสถานการณ์ฉุกเฉิน
  2. 2.2 เจ้าหน้าที่หน้าสาขาจะต้องบันทึกรายการในใบ stock card ควบคุมปริมาณสินค้าคงคลังทั้งในกรณีที่รับเข้าและเบิกจ่ายสินค้าออก เพื่อควบคุมและติดตามสินค้าในกรณีที่ระบบการจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน (POS) ไม่สามารถใช้งานได้ ป้องกันสินค้าสูญหาย
  3. 2.3 ฝ่าย Product จะต้องวางแผนจัดหาคลังสินค้าและบริษัทขนส่งสินค้าสำรอง 1-2 แห่ง เพิ่มเติมจากบริษัทคลังสินค้าที่ได้ทำสัญญาร่วมกัน เพื่อรับมือกรณีที่การขนส่งหยุดชะงัก
3. ช่องทางการจัดจำหน่าย
  1. 3.1 บริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้ารูปแบบออนไลน์ให้พร้อมให้งานและเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจำหน่ายสินค้าในกรณีที่หน้าสาขาไปสามารถเปิดให้บริการได้
4. ระบบบัญชีและการเงิน
  1. 4.1 กำหนดแผนการสำรองข้อมูลด้านบัญชีและการเงินในบน Cloud หรือเซิร์ฟเวอร์สำรอง เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย
  2. 4.2 กำหนดแผนการบริหารจัดการชำระเงินให้แก่ซัพพลายเออร์ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  3. 4.3 ฝ่ายบัญชีและการเงินเตรียมความพร้อมสำหรับการให้คำแนะนำวิธีการชำระสินค้าและบริการแก่เจ้าหน้าที่ประจำสาขาอยู่เสมอ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจนไปสามารถให้บริการลูกค้าในรูปแบบปกติได้
5. การบริการลูกค้าและศูนย์ช่วยเหลือ
  1. 5.1 สำนักงานใหญ่และเจ้าหน้าที่ประจำสาขา ต้องสื่อสารและติดตามสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ เพื่อการรับรู้สถานการณ์ที่ถูกต้องและตรงกัน เตรียมพร้อมสำหรับการชี้แจ้งสถานการณ์ต่อลูกค้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  2. 5.2 เตรียมความพร้อมในการมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะด้านการรับฟังและการสื่อสารอย่างมืออาชีพ เพื่อเตรียมตอบข้อซักถามและสื่อสารกับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพลดความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อน
6. ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล
  1. 6.1 เตรียมแผนการบันทึกเวลาการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  2. 6.2 เตรียมแผนการตรวจเช็คจำนวนและสถานะพนักงานอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของบริษัทยังอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย และพร้อมเข้าช่วยเหลือพนักงานเมื่อมีเหตุการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน
  3. 6.2 เตรียมรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานประจำเดือนเพิ่มเติมอีก 1 ช่องทางสำรอง ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินจ่ายค่าตอบแทนตามรูปแบบปกติได้

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน

ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น องค์กรจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลากหลาย และซับซ้อนกว่าที่เคย การบริหารความเสี่ยงจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแต่อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดีซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนในระยะยาว การบริหารความเสี่ยงในยุคปัจจุบันจึงต้องมีความรอบด้าน เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้ โดยไม่เพียงตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการคาดการณ์ล่วงหน้า และการจัดการเชิงรุก โดยพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ องค์กรที่มีธรรมาภิบาลเข้มแข็งจะมอง “ความเสี่ยง” เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการตัดสินใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าร่วม

เจมาร์ท ผสานหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเข้ากับการบริหารความเสี่ยง องค์กรดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงภายใต้แนวทาง Enterprise Risk Management (ERM) ตามกรอบมาตรฐานของ COSO Framework โดยครอบคลุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้านกลยุทธ์ การเงิน ปฏิบัติการ กฎหมาย และตลอดจนความเสี่ยงในมิติต่างๆ ด้านความยั่งยืน และความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์ด้านความมั่นคงของภูมิภาคทั่วโลก เทคโนโลยี และภัยไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น บริษัทให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้บริษัทสามารถปฏิบัติตามนโยบายและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ได้ บริษัทได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับระบบการกำกับดูแลกิจการ โดยจัดตั้งคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านความเสี่ยงโดยเฉพาะ พร้อมกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ที่องค์กรอาจต้องเผชิญในการดำเนินธุรกิจ

ความเสี่ยงด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA

เจมาร์ท กรุ๊ป มีความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA เนื่องจากมีการเก็บ ใช้ เปิดเผย และประมวลผลข้อมูลลูกค้า ลูกหนี้ สมาชิก ผู้เช่า ผู้ใช้บริการ และพนักงานจำนวนมาก ผ่านหลายระบบและหลายหน่วยงาน ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนในการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงและการบริหารจัดการข้อมูล การแบ่งปันข้อมูลภายในกลุ่มโดยขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก ความผิดพลาดของพนักงาน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดทางกฎหมาย อาจนำไปสู่การรั่วไหล การใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์ หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับทางการเงินต่อกลุ่มบริษัท

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • จัดทำกรอบกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลระดับกลุ่ม ครอบคลุมนโยบาย บทบาทหน้าที่ และหลักเกณฑ์การใช้ข้อมูล
  • ยกระดับการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงและความมั่นคงปลอดภัยของระบบข้อมูล
  • กำกับดูแลผู้ให้บริการและคู่ค้าให้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด
  • เสริมสร้างความตระหนักพนักงานและเตรียมความพร้อมรับเหตุละเมิดข้อมูล
ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์เฉพาะด้าน

เจมาร์ท กรุ๊ป มีความเสี่ยงจากการขาดแคลนและการรักษาบุคลากรทักษะสูงที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจและขับเคลื่อนกลยุทธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การแข่งขันในตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์ที่รวดเร็ว ทำให้การสรรหา พัฒนา และรักษาบุคลากรเป็นไปอย่างท้าทาย

ขณะที่การลาออกในตำแหน่งสำคัญหรือการพึ่งพาบุคลากรหลัก อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของงานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ อีกทั้งความหลากหลายของธุรกิจในแต่ละบริษัทในกลุ่มยังทำให้ระดับทักษะและมาตรฐานการทำงานไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ต้นทุนบุคลากร และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัท

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • จัดทำกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลระดับกลุ่ม กำหนดทักษะสำคัญและแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ
  • ยกระดับการพัฒนาและรักษาบุคลากรผ่านการ Upskill/Reskill และแผนสืบทอดตำแหน่งสำหรับตำแหน่งสำคัญ
  • เสริมสร้างแรงจูงใจและปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาบุคลากรหลัก
ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เจมาร์ท กรุ๊ป มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้านผลกระทบทางกายภาพ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและความแปรปรวนที่เพิ่มขึ้น เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุ อาจกระทบทรัพย์สิน สถานที่ประกอบการ ความปลอดภัยของพนักงานและผู้ใช้บริการ ตลอดจนความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุน การลงทุน การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ความสามารถในการแข่งขัน

และชื่อเสียงขององค์กร ความไม่แน่นอนของนโยบาย มาตรการกำกับดูแล และความคาดหวังของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ยังเพิ่มความซับซ้อนในการวางแผนธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว หากกลุ่มบริษัทไม่สามารถปรับกลยุทธ์ ระบบงาน และการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที อาจกระทบรายได้ เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และส่งผลต่อความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัท

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • ติดตามและประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ ครอบคลุมผลกระทบทางกายภาพ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และข้อกำหนดทางกฎหมาย พร้อมนำผลการประเมินมาปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจให้เหมาะสม
  • จัดทำและทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เสริมความแข็งแรงของทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานและต้นทุนในระยะยาว
  • บูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการลงทุน พัฒนาระบบข้อมูล การกำกับดูแล และการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมสื่อสารความคืบหน้าอย่างโปร่งใสแก่ผู้มีส่วนได้เสีย
ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

เจมาร์ท กรุ๊ป มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยอาจเกิดจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิแรงงาน ความเป็นส่วนตัว หรือการดำเนินงานของคู่ค้าที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการดำเนินงานในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • กำหนดนโยบายและความมุ่งมั่นด้านสิทธิมนุษยชนระดับกลุ่ม สอดคล้องกับหลักสากล และสื่อสารไปยังพนักงานและคู่ค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • ดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (HRDD) อย่างเป็นระบบ เพื่อระบุ ป้องกัน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กรและคู่ค้า
  • จัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียนและการเยียวยาที่เข้าถึงได้ พร้อมส่งเสริมความรู้และความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กร
ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชัน

เจมาร์ท กรุ๊ป มีความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันจากการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ตัวแทน และหลายหน่วยงานภายใน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการรับหรือให้สินบน ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อความโปร่งใส ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือขององค์กร รวมถึงก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินและความเสี่ยงด้านกฎหมาย หากระบบควบคุมภายในและการกำกับดูแลไม่เพียงพอ

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • กำหนดนโยบายและกรอบการต่อต้านการทุจริตระดับกลุ่ม ครอบคลุมผู้บริหาร พนักงาน และคู่ค้า
  • เสริมสร้างระบบควบคุมภายใน การอนุมัติ และการตรวจสอบ พร้อมบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าอย่างเหมาะสม
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในจริยธรรม และจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียน พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
ความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและความเป็นธรรมทางการเงิน

เจมาร์ท กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการทางการเงิน การผ่อนชำระสินค้า การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย ความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและความเป็นธรรมทางการเงิน จึงเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือกระบวนการติดตามหนี้ ที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ความเสี่ยงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และฐานะทางการเงินของบริษัท รวมถึงส่งผลต่อกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบันที่ประเทศไทยมีระดับหนี้ครัวเรือนสูงและภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงจำเป็นต้องดำเนินภายใต้หลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด

ความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและความเป็นธรรมทางการเงินเกิดจากปัจจัยแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎระเบียบ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดยภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ทำให้ลูกค้ามีภาระหนี้หลายแหล่งและมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง เพิ่มโอกาสเกิดการผิดนัดชำระ ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐที่เข้มงวดขึ้น และการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค อาจส่งผลต่อเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจและเพิ่มภาระด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผ่อนชำระสินค้า ความเสี่ยงเกิดจาก การนำเสนอโปรแกรมผ่อนที่ลูกค้าไม่เข้าใจเงื่อนไขอย่างครบถ้วน การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ไม่รอบด้าน การสื่อสารโปรโมชั่นที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน หากลูกค้าเกิดภาระหนี้เกินตัว อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นในแบรนด์

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • กลุ่มเจมาร์ทกำหนดกรอบการกำกับดูแลด้านความเป็นธรรมทางการเงิน และมีการกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บริษัทย่อยดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  • กำหนดนโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและจริยธรรมทางธุรกิจ การกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การจัดให้มีระบบรับเรื่องร้องเรียนและติดตามผลในระดับกลุ่ม และการรายงานสถานะความเสี่ยงต่อคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตามตัวชี้วัดด้านข้อร้องเรียน ความพึงพอใจของลูกค้า
  • กำหนดกระบวนการนำเสนอเงื่อนไขทางการเงินอย่างโปร่งใส ตรวจสอบความเหมาะสมของการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ อบรมพนักงานด้านการสื่อสารอย่างเป็นธรรม และจัดทำเอกสารสรุปเงื่อนไขสำคัญสำหรับสื่อสารแก่ผู้เกี่ยวข้อง

การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

ความเสี่ยงด้านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้โดยขาดกรอบการกำกับดูแลที่เพียงพอ

เจมาร์ท กรุ๊ป มีความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยขาดกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความถูกต้องและความเป็นธรรมของผลลัพธ์จาก AI รวมถึงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ความเสี่ยงนี้อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ความเชื่อมั่นของลูกค้า ผู้มีส่วนได้เสีย และชื่อเสียงของกลุ่มบริษัทในระยะยาว

การพัฒนาและการใช้งาน AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายกระบวนการของเจมาร์ท กรุ๊ป ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การตลาด การให้บริการลูกค้า และการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงธุรกิจ หากไม่มีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน อาจเกิดการใช้งาน AI อย่างกระจัดกระจายและไม่สอดคล้องกันในแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านการนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหวไปใช้กับระบบ AI โดยขาดการควบคุม อาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความไม่ถูกต้องหรืออคติของผลลัพธ์จาก AI ยังอาจส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและความคาดหวังของสังคม ขณะเดียวกัน กรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติด้าน AI ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาในหลายประเทศ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดและความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • กำหนดกรอบการกำกับดูแลด้าน AI ระดับกลุ่ม เพื่อกำหนดหลักการ ขอบเขต และความรับผิดชอบในการใช้งานให้สอดคล้องกับกฎหมาย จริยธรรม และกลยุทธ์องค์กร
  • บริหารความเสี่ยงด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัว โดยกำหนดมาตรการควบคุมการใช้ข้อมูลกับระบบ AI ให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  • ควบคุมคุณภาพและความโปร่งใสของการใช้ AI โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ถูกต้อง เป็นธรรม และสามารถอธิบายได้
  • ส่งเสริมความรู้และการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมติดตามและปรับปรุงแนวทางให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

กลุ่มเจมาร์ทมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนทางการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และภาคธุรกิจโดยรวม ความเสี่ยงดังกล่าวมีลักษณะเป็นความเสี่ยงเชิงมหภาคที่ส่งผลต่อเนื่องทั้งด้านกำลังซื้อ พฤติกรรมผู้บริโภค ต้นทุนเงินทุน สภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ คู่ค้า และผู้เช่า ซึ่งอาจกระทบต่อการลงทุน การบริหารพอร์ต การจัดการกระแสเงินสด และความสามารถในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตของกลุ่มบริษัท

ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจทำให้ยอดขายสินค้าและบริการลดลง โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง ขณะที่ต้นทุน เงินทุน และความผันผวนของตลาดการเงินอาจเพิ่มภาระทางการเงินและกระทบแผนการลงทุน นอกจากนี้ ความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจอาจเพิ่มความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ กระทบประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตและสภาพคล่อง รวมถึงความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและสุขภาพทางการเงินของผู้เช่า ซึ่งอาจส่งผลต่อกำไรและการตัดสินใจขยายธุรกิจในระยะต่อไป

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

  • ติดตามและประเมินความเสี่ยงเชิงมหภาคอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ กำลังซื้อ และคุณภาพหนี้ เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจให้เหมาะสม
  • บริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการดำเนินงานในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน
  • ทบทวนการลงทุนและการขยายธุรกิจโดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต ลูกหนี้ และคู่ค้าอย่างใกล้ชิด
  • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและควบคุมต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ
เปิดมุมมองสู่แนวทาง ESG ที่ทันสมัย ซึ่งกำลังก่อร่างสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
ดูข้อมูลรายงานความยั่งยืนปีล่าสุด