ส่งเสริมความยั่งยืนระดับโลกผ่านการสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

SDGs 1
SDGs 2
SDGs 3
SDGs 4
SDGs 5
SDGs 6
SDGs 7
SDGs 8
SDGs 9
SDGs 10
SDGs 11
SDGs 12
SDGs 13
SDGs 14
SDGs 15
SDGs 16
SDGs 17
SDGs

การสนับสนุนและส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

SM1 การจัดการทรัพยากร
SDGs 6
SDGs 7
SDGs 12
SDGs 13
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) การดำเนินธุรกิจของกลุ่ม JMART มีการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งพลังงานไฟฟ้า วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน บรรจุภัณฑ์สินค้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากไม่มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ อาจก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น เพิ่มปริมาณของเสีย และสร้างภาระต่อระบบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง โดยเฉพาะของเสียจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวัสดุบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวและมีลักษณะสะสม
  • (+) การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การลดการใช้พลังงาน การจัดการของเสียอย่างเหมาะสม และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการใช้ทรัพยากร การดำเนินการดังกล่าวช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าวัสดุสิ้นเปลือง และค่าจัดการของเสียเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น การบริหารจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่การสูญเสียจากสินค้าล้าสมัย หรือชำรุด ซึ่งกระทบต่อกำไรโดยตรง โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกที่มีเครือข่ายสาขาจำนวนมาก
  • (+) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว การควบคุมสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสมช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มอัตราหมุนเวียนสินค้า ส่งผลให้กระแสเงินสดมีเสถียรภาพมากขึ้น และสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • พนักงาน
  • ชุมชนและสังคม
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
SM2 การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ
SDGs 7
SDGs 12
SDGs 13

แม้กลุ่ม JMART จะไม่ได้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงโดยตรง แต่ลักษณะการดำเนินงานที่พึ่งพาเครือข่ายสาขาค้าปลีก อาคารสำนักงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจการเงิน ทำให้องค์กรมีความอ่อนไหวต่อทั้งผลกระทบทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านด้านกฎระเบียบและตลาดทุน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ รายได้ ต้นทุน และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ผลกระทบทางกายภาพ (Physical)

  • (-) เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือไฟฟ้าดับ อาจทำให้สาขาค้าปลีก ศูนย์กระจายสินค้า และสำนักงานไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ รวมถึงกระทบการทำงานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้พนักงานไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง และลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ตามปกติ ผลกระทบดังกล่าวมีลักษณะกระจายเป็นวงกว้างและส่งผลโดยตรงต่อผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ และการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ครอบคลุม ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์รุนแรง และเพิ่มความพร้อมขององค์กรในการรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการแก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบทางการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

  • (-) การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล และความคาดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก อาจเพิ่มภาระด้านการจัดเก็บข้อมูล การรายงาน และการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน หากองค์กรไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดและผู้ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน การระบุความเสี่ยงและโอกาสอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความไว้วางใจจากนักลงทุนและคู่ค้าในระยะยาว
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร

ผลกระทบทางกายภาพ (Physical)

  • (-) ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากน้ำท่วมหรือเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ค่าเสียโอกาสจากการปิดสาขา และการหยุดชะงักของระบบดิจิทัล ซึ่งกระทบต่อรายได้และกระแสเงินสดโดยตรงในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์
  • (+) การลงทุนในมาตรการป้องกันความเสี่ยง เช่น ระบบสำรองไฟฟ้า การกระจายความเสี่ยงด้านสถานที่ตั้ง และการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ช่วยลดความสูญเสียทางรายได้และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในระยะยาว

ผลกระทบทางการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

  • (-) ต้นทุนในการพัฒนาระบบบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก การจัดทำรายงานตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระยะสั้น นอกจากนี้ หากองค์กรไม่สามารถแสดงความพร้อมด้านการบริหารความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การลดการใช้พลังงานในสาขาและสำนักงานช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว และการมีโครงสร้างการกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนช่วยเสริมความเชื่อมั่นของตลาดทุน สนับสนุนความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และรักษามูลค่ากิจการในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • สถาบันการเงิน
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
  • ชุมชนและสังคม
SM3 ความหลากหลายทางชีวภาพ
SDGs 12
SDGs 14
SDGs 15
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) การดำเนินธุรกิจของกลุ่ม JMART แม้ไม่ได้มีการใช้ทรัพยากรชีวภาพโดยตรงในกระบวนการผลิต แต่การพัฒนาและใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ในเขตเมือง การใช้พลังงาน และการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีความเชื่อมโยงทางอ้อมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในระดับต้นน้ำ กระบวนการผลิตวัตถุดิบ โลหะหายาก และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อาจเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองหรือกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ หากไม่มีการคัดเลือกและกำกับดูแลคู่ค้าอย่างเหมาะสม องค์กรอาจมีส่วนเกี่ยวข้องทางอ้อมกับผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง
  • (+) การกำหนดเกณฑ์คัดเลือกคู่ค้าที่คำนึงถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การลดการใช้ทรัพยากร และการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดแรงกดดันต่อระบบนิเวศในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ การสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมหรือกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สามารถมีส่วนช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับพื้นที่
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) สำหรับบริบทของ JMART ความเสี่ยงทางการเงินจากความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในระดับทางอ้อม เนื่องจากองค์กรไม่ได้พึ่งพาทรัพยากรชีวภาพโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากเกิดข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน เช่น มาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน หรือข้อกำหนดด้านการตรวจสอบคู่ค้า อาจเพิ่มต้นทุนการจัดซื้อหรือการกำกับดูแลคู่ค้าได้ในอนาคต
  • (+) การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ช่วยลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับประเด็น ESG แม้ผลกระทบทางการเงินโดยตรงอาจไม่สูง แต่มีส่วนสนับสนุน เสถียรภาพและภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ชุมชนและสังคม
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
  • คู่ค้า/คู่ธุรกิจ
SM4 สิทธิมนุษยชน
SDGs 8
SDGs 10
SDGs 16
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) ธุรกิจในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้า การบริหารลูกหนี้ และการขายสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล มีความเสี่ยงต่อการกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล เช่น สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิความเป็นส่วนตัว และสิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม หากเกิดการสื่อสารหรือกระบวนการติดตามหนี้ที่ไม่เหมาะสม การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่โปร่งใส อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลโดยตรง ผลกระทบดังกล่าวมี “ความรุนแรงสูง” เนื่องจากเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐาน และอาจขยายวงกว้างผ่านจำนวนลูกค้าที่มากของกลุ่มบริษัท จึงถือเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญเชิงผลกระทบ
  • (+) การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เคารพสิทธิมนุษยชน เช่น แนวทางการติดตามหนี้อย่างเป็นธรรม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างโปร่งใส ช่วยลดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ เสริมสร้างความไว้วางใจของลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถแปลงเป็นความเสี่ยงทางการเงินโดยตรง เช่น คดีความ ค่าปรับจากหน่วยงานกำกับดูแล หรือข้อพิพาทกับลูกค้า นอกจากนี้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงอาจส่งผลให้ลูกค้าสูญเสียความเชื่อมั่นและลดการใช้บริการ โดยเฉพาะในธุรกิจการเงินและบริการที่พึ่งพาความไว้วางใจเป็นหลัก ซึ่งสามารถกระทบรายได้และมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและชื่อเสียง เพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าและนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG ส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของรายได้และความสามารถในการระดมทุนในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • พนักงาน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้า/คู่ธุรกิจ
  • ชุมชนและสังคม
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
SM5 การดูแลและเสริมสร้างศักยภาพพนักงาน
SDGs 4
SDGs 5
SDGs 8
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) ธุรกิจในกลุ่ม JMART พึ่งพาพนักงานทั้งในด้านการขาย การให้คำปรึกษาทางการเงิน การบริหารลูกหนี้ และการพัฒนาระบบดิจิทัล หากองค์กรไม่ลงทุนในการพัฒนาทักษะและดูแลพนักงานอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้พนักงานขาดความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ การให้บริการลูกค้า หรือทักษะที่จำเป็น ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการ ความสามารถในการปฏิบัติงาน และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ การขาดเส้นทางความก้าวหน้าและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมอาจลดแรงจูงใจและเพิ่มอัตราการลาออกในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นผลกระทบต่อแรงงานภายในอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เช่น การอบรมผลิตภัณฑ์ การเสริมทักษะดิจิทัล และการพัฒนาผู้นำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้า ลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน และเสริมสร้างความมั่นใจในการทำงาน พนักงานที่มีความสามารถและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมมีแนวโน้มผูกพันกับองค์กรสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงของบุคลากรและเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) การสูญเสียพนักงานที่มีประสบการณ์หรือทักษะเฉพาะทาง เช่น พนักงานขายที่มีฐานลูกค้า หรือเจ้าหน้าที่บริหารหนี้ที่มีความชำนาญ อาจทำให้รายได้ลดลงทันที นอกจากนี้ อัตราการลาออกสูงก่อให้เกิดต้นทุนสรรหา ฝึกอบรม และช่วงเวลาที่ผลิตภาพลดลง (productivity gap) ซึ่งกระทบกำไรโดยตรง โดยเฉพาะในธุรกิจที่รายได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพการให้บริการและความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • (+) การลงทุนในทุนมนุษย์ช่วยเสริมศักยภาพการทำงานของบุคลากร (revenue per employee) ลดต้นทุนจากการลาออก และเพิ่มคุณภาพการให้บริการ ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจและใช้บริการต่อเนื่อง นอกจากนี้ บุคลากรที่มีทักษะสูงยังสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ ซึ่งช่วยขยายรายได้และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • พนักงาน
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • บริษัทร่วม/บริษัทย่อย
SM6 การมีส่วนร่วมกับชุมชน
SDGs 8
SDGs 11
SDGs 17
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) เนื่องจากสาขาค้าปลีกของกลุ่ม JMART ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าในฐานะผู้เช่าพื้นที่ องค์กรไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการใช้ที่ดินในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การจ้างงาน การบริหารสาขา และการจัดการของเสีย อาจมีผลกระทบต่อชุมชนในระดับปฏิบัติการ หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการหรือชุมชนโดยรอบในระดับจำกัด
  • (+) การจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ การสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ และการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในระดับท้องถิ่น ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรกับชุมชน แม้องค์กรไม่ได้เป็นผู้พัฒนาโครงการโดยตรง แต่สามารถมีบทบาทเชิงบวกผ่านการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบในพื้นที่
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) ความเสี่ยงทางการเงินจากประเด็นชุมชนอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากองค์กรไม่ได้ถือครองหรือพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่กระทบภาพลักษณ์ในพื้นที่ เช่น ข้อร้องเรียนจากผู้ใช้บริการหรือพนักงาน อาจส่งผลต่อยอดขายในสาขานั้น ๆ ได้ในระยะสั้น
  • (+) ความสัมพันธ์ที่ดีในระดับพื้นที่ช่วยสนับสนุนความภักดีของลูกค้า และเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งมีส่วนสนับสนุนเสถียรภาพของรายได้ในระยะยาว แม้ผลกระทบทางการเงินโดยตรงจะไม่สูง
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ชุมชนและสังคม
  • พนักงาน
  • สื่อมวลชน
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
SM7 ผลตอบแทนที่ยั่งยืน
SDGs 8
SDGs 9
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) หากองค์กรให้ความสำคัญกับผลกำไรระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงและผลกระทบระยะยาว อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของธุรกิจ เช่น การขยายสินเชื่อโดยขาดการประเมินความสามารถในการชำระหนี้อย่างรอบคอบ หรือการลดต้นทุนโดยกระทบคุณภาพการให้บริการ แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลต่อความมั่นคงของผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้นในระยะยาว
  • (+) การดำเนินธุรกิจโดยมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน การรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และการพัฒนาธุรกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพตลาด ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับผู้มีส่วนได้เสีย เพิ่มความมั่นคงของการจ้างงาน และสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลขององค์กรในระยะยาว
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) การไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่อง อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้มูลค่าหุ้นและความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนลดลง นอกจากนี้ ความผันผวนของกำไรหรือคุณภาพสินทรัพย์ที่ลดลงในธุรกิจการเงิน อาจกระทบกระแสเงินสดและเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนผ่านการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม การควบคุมต้นทุน และการพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เสริมเสถียรภาพกระแสเงินสด และสนับสนุนมูลค่ากิจการในระยะยาว รวมถึงช่วยรักษาความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • สถาบันการเงิน
  • บริษัทร่วม/บริษัทย่อ
  • พนักงาน
SM8 การตลาดอย่างมีความรับผิดชอบ
SDGs 4
SDGs 5
SDGs 8
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) การสื่อสารทางการตลาดที่ไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน หรือเน้นประโยชน์โดยไม่เปิดเผยเงื่อนไขอย่างเพียงพอ อาจทำให้ลูกค้าเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคุณสมบัติสินค้า เงื่อนไขการผ่อนชำระ หรือภาระทางการเงินที่ตามมา โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อหรือการผ่อนชำระ หากลูกค้าได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจนำไปสู่ภาระหนี้เกินความสามารถในการชำระ ซึ่งกระทบต่อความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการตลาดโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน อาจกระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้าและสร้างผลกระทบในวงกว้าง
  • (+) การกำหนดแนวปฏิบัติด้านการสื่อสารการตลาดที่โปร่งใส ชัดเจน และเปิดเผยเงื่อนไขอย่างครบถ้วน ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ลดความเข้าใจผิด และลดข้อพิพาทในภายหลัง การสื่อสารอย่างรับผิดชอบช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรกับลูกค้า และสนับสนุนความสัมพันธ์ระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) กรณีการสื่อสารทางการตลาดที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล หรือคดีความ ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายโดยตรง นอกจากนี้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงอาจทำให้ลูกค้าลดความเชื่อมั่นและเลือกใช้บริการจากคู่แข่ง ส่งผลต่อยอดขายและรายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจที่พึ่งพาความไว้วางใจเป็นหลัก
  • (+) การตลาดที่มีความรับผิดชอบช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อพิพาท เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และส่งเสริมการใช้บริการต่อเนื่อง การรักษาความไว้วางใจของลูกค้าในระยะยาวช่วยสนับสนุนรายได้ที่มั่นคง และเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาด
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ลูกค้า
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
  • สื่อมวลชน
  • คู่ค้า/คู่ธุรกิจ
SM9 คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
SDGs 3
SDGs 12
SDGs 16
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) หากผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคโดยตรง เช่น ความเสียหายต่อทรัพย์สิน การบาดเจ็บ หรือความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือแบตเตอรี่ซึ่งมีความเสี่ยงเชิงเทคนิคสูง ความบกพร่องของสินค้าเพียงบางรุ่นสามารถขยายผลกระทบไปยังผู้บริโภคจำนวนมากผ่านเครือข่ายการจำหน่ายที่กว้าง จึงมีนัยสำคัญทั้งในด้านความรุนแรงและขอบเขตของผลกระทบ
  • (+) การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด การคัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐาน และการทดสอบความปลอดภัยก่อนจำหน่าย ช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น การรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ และสนับสนุนความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) กรณีสินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพ องค์กรอาจต้องรับภาระต้นทุนโดยตรง เช่น ค่าเรียกคืนสินค้า ค่าชดเชยลูกค้า ค่าเคลมประกัน และค่าใช้จ่ายในการจัดการวิกฤต นอกจากนี้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงอาจทำให้ยอดขายลดลง สูญเสียความภักดีของลูกค้า และกระทบรายได้ในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่องช่วยลดต้นทุนการเคลม ลดความสูญเสียจากสินค้าชำรุด และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งนำไปสู่การซื้อซ้ำและการบอกต่อ ส่งผลเชิงบวกต่อรายได้ ความสามารถในการแข่งขัน และมูลค่ากิจการในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ลูกค้า
  • คู่ค้า/คู่ธุรกิจ
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
SM10 การคุ้มครองข้อมูลและระบบสารสนเทศ
SDGs 9
SDGs 16
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) องค์กรที่พึ่งพาข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน และระบบดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ หากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลหรือการโจมตีทางไซเบอร์ จะกระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากโดยตรง ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงิน ความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของบุคคล ซึ่งบางกรณีไม่สามารถเยียวยาได้อย่างสมบูรณ์ ผลกระทบจึงมีทั้ง “ความรุนแรง” และ “ขอบเขตกว้าง” อย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เข้มแข็งช่วยปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดข้อมูล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัล ความไว้วางใจดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างองค์กรกับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) เหตุการณ์ด้านไซเบอร์หรือการละเมิดข้อมูลสามารถก่อให้เกิดต้นทุนโดยตรง เช่น ค่าปรับตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบและสืบสวนเหตุการณ์ การหยุดชะงักของการให้บริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารและเยียวยาลูกค้า นอกจากนี้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงอาจทำให้ลูกค้าสูญเสียความเชื่อมั่น ส่งผลให้รายได้ลดลง และอาจกระทบความสามารถในการระดมทุนหรือเพิ่มต้นทุนเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การลงทุนในระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายสูง รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และคงความเชื่อมั่นของลูกค้าและนักลงทุน ส่งผลเชิงบวกต่อรายได้ เสถียรภาพกระแสเงินสด และมูลค่ากิจการในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ลูกค้า
  • พนักงาน
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • บริษัทร่วม/บริษัทย่อย
  • สถาบันการเงิน
SM11 นวัตกรรมและเทคโนโลยี
SDGs 8
SDGs 9
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) การใช้ระบบอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ที่ขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่สะท้อนข้อมูลอย่างรอบด้าน ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และการให้บริการทางการเงิน นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเพียงพอ อาจลดความเชื่อมั่นต่อองค์กรในระยะยาว
  • (+) ในทางกลับกัน การพัฒนาและใช้นวัตกรรมภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความผิดพลาด และยกระดับคุณภาพการให้บริการ เทคโนโลยีด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น ส่งผลเชิงบวกต่อประสบการณ์ของลูกค้า ความรวดเร็วในการให้บริการ และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) การลงทุนในเทคโนโลยีที่ไม่มีการประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ หรือการใช้งานระบบที่ไม่มีการกำกับดูแลที่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดต้นทุนจม ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน และความเสียหายต่อชื่อเสียง ซึ่งส่งผลต่อรายได้และมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความผิดพลาดของระบบหรือการตัดสินใจที่คลาดเคลื่อนอาจเพิ่มต้นทุนการแก้ไขปัญหาและข้อร้องเรียน
  • (+) การลงทุนในนวัตกรรมที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ เทคโนโลยีด้านข้อมูลสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงที่แม่นยำขึ้น และช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้ในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ลูกค้า
  • พนักงาน
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • บริษัทร่วม/บริษัทย่อย
  • สถาบันการเงิน
SM12 การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
SDGs 8
SDGs 12
SDGs 13
SDGs 16
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) ธุรกิจของกลุ่ม JMART พึ่งพาผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการโลจิสติกส์จำนวนมาก หากคู่ค้าไม่มีมาตรฐานด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน หรือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย หรือการละเมิดสิทธิแรงงาน รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตต้นน้ำ แม้องค์กรไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องผ่านการจัดซื้อและการทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งถือเป็นผลกระทบทางอ้อมที่มีขอบเขตกว้างและมีนัยสำคัญ
  • (+) การกำหนดเกณฑ์คัดเลือกคู่ค้าที่คำนึงถึงมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และจริยธรรมทางธุรกิจ ช่วยลดโอกาสเกิดผลกระทบเชิงลบในห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมแนวปฏิบัติที่รับผิดชอบในระดับอุตสาหกรรม การมีระบบประเมินและติดตามคู่ค้าอย่างต่อเนื่องช่วยยกระดับมาตรฐานของห่วงโซ่อุปทานโดยรวม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อแรงงานและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) หากคู่ค้าเกิดปัญหาด้านคุณภาพสินค้า มาตรฐานแรงงาน หรือข้อพิพาททางกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการจัดหาสินค้า และกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยตรง นอกจากนี้ การพึ่งพาผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายบางรายมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกระทบต่อยอดขายและกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกที่ต้องรักษาความพร้อมของสินค้าอย่างต่อเนื่อง
  • (+) การบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าอย่างเป็นระบบ การกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหา และการกำหนดมาตรฐานการจัดซื้อที่ชัดเจน ช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มเสถียรภาพของสินค้าคงคลัง และสนับสนุนการรักษาระดับรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ห่วงโซ่อุปทานที่มีมาตรฐานสูงยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นของลูกค้าและนักลงทุน ซึ่งมีผลต่อมูลค่ากิจการในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • คู่ค้า/คู่ธุรกิจ
  • หน่วยงานภาครัฐและกำกับดูแล
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • ชุมชนและสังคม
SM13 การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน
SDGs 16
SDGs 17
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) หากเกิดการทุจริตหรือคอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อ การทำสัญญากับคู่ค้า หรือการบริหารจัดการลูกหนี้ อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ กระทบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย และบิดเบือนกลไกการแข่งขันในตลาด การทุจริตในระดับสาขาหรือหน่วยธุรกิจย่อยอาจขยายผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากโครงสร้างองค์กรมีเครือข่ายการดำเนินงานจำนวนมาก ผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
  • (+) การกำหนดนโยบายและมาตรการป้องกันการทุจริตที่ชัดเจน การควบคุมภายในที่เข้มแข็ง และกลไกการแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัย ช่วยลดโอกาสเกิดการกระทำที่ไม่โปร่งใส เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในจริยธรรม และเพิ่มความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) กรณีการทุจริตอาจนำไปสู่ความเสียหายทางการเงินโดยตรง เช่น การสูญเสียทรัพย์สิน การทำธุรกรรมที่ไม่เป็นธรรม ค่าปรับจากหน่วยงานกำกับดูแล และค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย นอกจากนี้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงอาจส่งผลให้ลูกค้า นักลงทุน และคู่ค้าลดความเชื่อมั่น ซึ่งกระทบต่อรายได้และมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจการเงินที่พึ่งพาความไว้วางใจเป็นพื้นฐาน
  • (+) ระบบป้องกันและควบคุมการทุจริตที่มีประสิทธิภาพช่วยลดการสูญเสียทางการเงิน ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย และรักษาเสถียรภาพของกระแสเงินสด การดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • พนักงาน
  • คู่ค้า/คู่ธุรกิจ
  • หน่วยงานภาครัฐ และกำกับดูแล
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • สื่อมวลชน
SM14 การกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฏหมาย
SDGs 8
SDGs 16
SDGs 17
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • (-) หากระบบกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงไม่มีประสิทธิภาพ องค์กรอาจตัดสินใจโดยขาดข้อมูลความเสี่ยงที่ครบถ้วน นำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในโครงสร้าง Holding ที่มีหลายบริษัทย่อย ความผิดพลาดหรือการควบคุมภายในที่บกพร่องในบริษัทหนึ่งสามารถขยายผลกระทบไปยังทั้งกลุ่มบริษัท ส่งผลต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า เจ้าหนี้ และพนักงานในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นต่อระบบธุรกิจ
  • (+) ระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งช่วยให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อยู่ภายใต้กรอบการควบคุมความเสี่ยงที่ชัดเจน ลดโอกาสเกิดการทุจริตหรือความผิดพลาดเชิงระบบ และสร้างความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีส่วนได้เสีย ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจและเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบเชิงบวก/ลบต่อองค์กร
  • (-) ความล้มเหลวด้าน Governance หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสามารถแปลงเป็นต้นทุนทางการเงินโดยตรง เช่น ค่าปรับทางปกครอง คดีความ ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขระบบควบคุมภายใน และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งอาจกระทบราคาหุ้น ความสามารถในการระดมทุน และต้นทุนเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ไม่ได้รับการจัดการอาจนำไปสู่ความสูญเสียทางธุรกิจที่ไม่คาดคิดและกระทบกระแสเงินสดโดยตรง
  • (+) ระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจะช่วยระบุและควบคุมความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย ลดโอกาสเกิดค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รักษาอันดับความน่าเชื่อถือ และสนับสนุนความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในเงื่อนไขที่เหมาะสม ส่งผลให้กระแสเงินสดมีเสถียรภาพและสนับสนุนการสร้างมูลค่าในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ผู้ถือหุ้น/นักลงทุน
  • บริษัทร่วม/บริษัทย่อย
  • สถาบันการเงิน
  • หน่วยงานภาครัฐ และกำกับดูแล
  • สื่อมวลชน